อาจารย์โตมร บุนนาค ฆราวาสขมังเวทย์

สวัสดีจ้าวันนี้ เรื่องเล่าตำนานโบราณ จะพาทุกคนมาศึกษาเรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ตำนาน อภินิหารพระเกจิ ความลี้ลับ ไสยศาสตร์ เพราะในประเทศไทยของเรานั้น ต่างก็มีจุดเด่นทางความเชื่อและมีสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาแหล่งรวมประวัติศาสตร์ที่มีผู้คนสนใจเป็นจำนวนมาก เราจึงนำมาให้อ่านเพื่อศึกษากัน ติดตามรับชมกันได้เลย

หากกล่าวถึง อาจารย์โตมร บุนนาค ท่านมีชื่อเล่นว่า หนู ท่านเป็นบุตรของพระยาชัยสุรินทร์ บ้านท่านหรือสำนักท่านจะอยู่แถวสามเสน ท่านจะมีทั้งวิชาสายแขก และสายไทย ปู่หนูเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ และจะออกดุๆ เป็นคนไม่ค่อยพูด แต่เมตตาสูง ใครมาหามาขออะไรท่านก็ให้ ไม่ต้องมีค่าครูหรืออะไร แต่บางอย่างถ้าตามตำราให้เก็บค่าครูเช่นหกสลึงท่านก็เก็บ แต่ใครไม่มีท่านก็เอาเงินท่านใส่พานให้ ใครถือดอกไม้ธูปเทียนขึ้นมาท่านก็บอกให้เอาไปไหว้พระ ใครอยากจะทำบุญท่านก็บอกให้เอาไปหยอดในตู้ ตู้จะเปิดปีละหนเดียวคือวันไหว้ครู เพื่อให้นำเงินไปซื้อข้าวของมาไหว้ครู ลูกศิษย์ลูกหาตกงานนอนอยู่บนสำนัก ถ้าอยู่สักห้าคน

เช้ามาท่านก็จะวางเงินไว้ให้ห้ากอง กองละห้าบาท บุรี่กรุงทองหนึ่งซอง โดยที่ท่านไม่ได้พูดอะไร ลูกศิษย์ก็เป็นอันรู้กันว่าอาจารย์ให้ ซึ่งท่านเป็นอาจารย์รุ่นเก่าที่มีชื่อเสียง สำนักท่านโดยมากสำนักสักอื่นจะรู้จักว่าสำนักนี้สิงห์เผ่น ปู่หนูท่านเป็นบุตรของพระยาชัยสุรินทร์ ผู้อำนวยการกองสลากฯ และท่านยังเป็นหลานของเจ้าจอมมารดาเอี่ยม ซึ่งเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ บ้านท่านหรือสำนักท่านก็จะอยู่บริเวณตำหนักเจ้าจอมมารดาเอียม ย่านสามเสน ท่านเรียนทั้งวิชาสายไทยและสายแขก สายแขกท่านก็ได้วิชามาจากเปาะอินดาซามา เปาะอารียา สายไทยท่านก็ได้วิชามาจากหลวงปู่ตันวัดโตนด จังหวัดสระบุรี

ตอนหลังท่านเรียนวิชากับหลวงปู่ตันหมดสิ้นแล้ว หลวงปู่ตันท่านก็เขียนจดหมายให้ปู่หนูถือมาหาพ่อแก้ว คำวิบูลย์ เมื่อพ่อแก้วอ่านจดหมายก็น้ำตาไหล แล้วก็ได้เรียนวิชากับพ่อแก้ว โดยปู่หนูท่านก็ไม่ทราบว่าจดหมายข้างในจะเขียนว่าอะไร ส่วนมากวิชาที่เรียนทางสายพ่อแก้วก็จะเป็นวิชาทางด้านเมตตามหานิยม ตำราที่จดไว้ก็จะเป็นพวกคาถาซาวข้าว คาถาตบหมอน ฯลฯ นอกจากนี้ท่านยังเป็นลูกศิษย์ปู่เอม อยู่สถาพรด้วย สมัยก่อนซักปีน่าจะราวๆ 2500 ต้นๆ ท่านเคยถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับกุมพร้อมลูกศิษย์ ขึ้นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐหน้าหนึ่ง ว่าเป็นอาจารย์ โ จ s เพราะลูกศิษย์ลูกหาโดยมากก็จะมีแต่พวกเชิงนัก l ล งทั้งนั้น ขณะถูกจับลูกศิษย์ก็ได้ส:สมอา วุ ธ เพื่อจะไปกับเจอลูกศิษย์ของอาจารย์ดังอีกสำนักหนึ่งก็ข่าวรั่วไปเข้าหูเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ก็โดนข้อหาซ่ o ง โ จ s กันไป

เมื่อท่านพ้นคดีความท่านก็ไปบวชเป็นพระอยู่ที่วัดประดิษฐาราม ขณะไปบวชก็ยังไม่วายมีชาวบ้านชาวช่องลูกศิษย์ลูกหาไปหาอยู่เรื่อย จนวัดนี่ดูจะไม่เรียบร้อย ท่านเจ้าอาวาสปู่ใหญ่ซึ่งเป็นอาจารย์ท่านด้วย ปู่ใหญ่นี่ท่านจะเป็นอาจารย์ที่เก่งทางด้านวิปัสนากรรฐาน ท่านก็บอกปู่หนูว่าท่านสึกเถอะ ก่อนท่านจะสึกในช่วงนั้นวัดเกิดมีงานวัดฉายหนังกันอยู่ท่านก็แสดงปาฐิหารย์เอามือตบจอหนัง ปรากฏว่าหนังฉายไม่เห็นตัวจอขาวจั๊ว เกิดเป็นเรื่องวุ่นวาย จนคนฉายหนังไปบอกปู่ใหญ่ ปู่ใหญ่บอกว่าไปบอกเค้าสิอยู่โน่นแนะเค้าเป็นคนทำ แล้วท่านก็สึกออกมา สำนักนี้ก็ไม่มีข้อห้ามอะไรมาก แต่ปู่หนูท่านบอกห้ามด่าแม่ไม่ว่าแม่ใคร

ตามประวัติที่หลายคนเล่ามาว่าปู่หนูท่านอยู่น้ำ ท่านจะไม่อาบน้ำเลยเป็นปี จะอาบก็ตอนที่ท่านจะไปพวกงานสำคัญเช่น งานบวชเท่านั้น เล่ากันว่าปู่หนูนี่เนื้อตัวท่านแข็งเหมือนไม้กระดานเลย เวลาใช้ให้ลูกศิษย์นวดลูกศิษย์ก็เรียกว่าโถมกันทั้งตัวหรือขึ้นไปเหยียบบนตัวและเอามือยันเพดานเป็นรอยมือเต็มไปหมด ท่านยังไม่รู้สึกอะไรเลยนอนหลับเฉยเลย ในเรื่องวิชาเก้าเฮของปู่หนูเล่าว่ามาจากแขกเคราแดง (แขกเลี้ยงวัว) ผู้สืบทอดปัจจุบันจะมีใครบ้างก็ไม่อาจทราบได้ วิชาเก้าเฮนี่ลูกศิษย์บางคนปู่หนูก็ไม่ได้ครอบให้ ลูกศิษย์ลูกหาโดยมากก็จะท่องคาถากันได้อยู่แล้วก็สอนวิธีชักยันต์ต่อๆกัน ใครอยากชักยันต์เป็นปู่ก็จะบอกคนที่เป็นชักเป็นแล้วว่าไปสอนให้มันหน่อย

ลูกศิษย์บางคนปู่หนูท่านก็สักคาถาเฮไว้ให้ ( ปู่หนูท่านจะสักหัวใจเฮเป็นภาษาแขกโบราณ) บางคนก็จะสักหรือจารเป็นยันต์ไว้ให้ ยันต์นี่ก็เหมือนยันต์ชาตรีของหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ แต่ของปู่หนูจะมีภาษาแขกกำกับไว้ และในตอนทำพิธีครอบครูปู่หนูจะมีอ่างซึ่งใส่พวกศาส ต ร า วุ ธทุกอย่างลงไป แล้วลูกศิษย์ก็ลงไปนั่งในนั้น แล้วก็จะทำพิธีเอาน้ำในนั้นลูบตัว แล้วท้ายสุดก็ยกหินทุ่มหลังสามครั้ง ก็เป็นอันเสร็จพิธี ท่านบอกว่าต้องชักยันต์เข้าตัวทุกเช้า-เย็น ติดต่อกันเจ็ดปี จึงจะถ่ายทอดให้คนเป็นเรื่องเป็นราวได้ ซึ่งน้อยคนนักทีจะทำให้ครบได้

เวลาชักยันต์ก็จะแก้ผ้าหรือนุ่งผ้าขาวม้าหรือใส่เสื้อผ้าให้น้อยชิ้นที่สุด เพื่อให้การลูบตัวตอนชักยันต์ไม่สะดุด ก่อนชักยันต์จะขึ้นเฮ ก็ว่าคาถาแขกไหว้ครูแขกเสียก่อน การชักยันต์ก็จะมีทั้งลูกหนักลูกเบา ชักลูกหนักตัวเราก็จะเหมือนหินเวลาโดนกระทบก็จะเหมือนของแข็งเจอแข็ง ชักลูกเบาตัวเราก็จะอ่อนเวลาโดนกระทบตัวเราก็จะอ่อนนุ่ม แต่คนสมัยก่อนเล่าว่าถ้าเล่นลูกหนักมากก็จะเพี้ยนๆเพราะไม่กลัวใคร บ้าไปเลยก็มีแต่ใครทำอะไรไม่ได้ ในช่วงหลังๆจึงนิยมเล่นลูกเบาเสียมากกว่า

เป็นยังไงกันบ้างกับหลากหลายเรื่องราวที่เล่าต่อกันมาของตำนาน บทความนี้นำมาเผยแพร่เพื่อศึกษาเผยแผ่บารมีเป็นสังฆบูชา และเทิดทูนเกียรติคุณครูบาอาจารย์ ทั้งนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บางเรื่องอาจเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

ขอบคุณข้อมูลจาก กลุ่มลูกศิษย์ อ.นิยม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *